วันนี้เสนอตอน คิดยังไงไปนอนกันในเมรุ
posted on 05 Apr 2007 00:25 by mfxegxef...โหลดโหด
แฮ่หายไปหลายวันอีกตามเคย หลังจากสอบเสร็จเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมาก็ว่าจะอัพแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้อัพเพราะมัวแต่อ่านหนังสือที่ไปหิ้วมาจากงานหนังสือนั่นเอง แล้วพอวันรุ่งขึ้นก็ต้องรีบเผ่นไปสัมมนาสิ้นปีของชมรมที่ประจวบฯ...ก็รู้กันอยู่ว่าถ้าไปสัมมนาต่างจังหวัดเนี่ยก็แปลว่าไปเที่ยวนะเซ่ ฮาฮ่า...
วันที่ 1 เมษายน 2550 เวลา 7 นาฬิกา ผมยังคงอยู่ที่สถานีรถไฟ ธนบุรี กว่าที่รถไฟขบวนนี้จะออกเดินทางก็ 30 นาทีต่อจากนั้น อยากจะบอกว่านั่งนานมากๆ 6 ชม. แหนะ ไปลงสถานีถัดจากสถานีเขาสามร้อยยอดน่ะครับ จำชื่อสถานีไม่ได้แล้ว แล้วก็นั่งท้ายรถกระบะต่อไปอีกประมาณ 30 กิโล ไกลมากก ให้ความรู้สึกห่างไกลจริงๆ เพราะความเจริญยังมาไม่ถึงและเป็นพื้นที่ ที่ถูกภูเขาปิดล้อม



และแล้วเนื่องจากงบประมาณอันน้อยนิดของชมรม ที่ที่กองกำลังทั้ง 20 ก่าคนพักก็คือ วัด นั่นเอง และวัดที่พักก็คือ วัดบางปู ถ้าใครเคยผ่านยามค่ำคืน(เวลาเคอร์ฟิว) หรือเข้าเวปสยองขวัญบ่อยๆก็จะรู้ว่าวัดนี้ขึ้นชื่อ เรื่อง...เรื่อง...เรื่องผีเปรต ครับทว่าผมไม่รู้นี่สิ - - (ป้าร้านขายของยังถามเลยว่า คิดยังไงไปนอนกันในเมรุเนี่ย)

พอมาถึงที่พัก(วัด) ก็ประชุมเรื่องข้อตกลงของการอยู่ร่วมกันก่อนเพราะเราจะอยู่ที่นี่อีกยาวคือ 5 วันแต่ผมต้องรีบกลับมาปั่นงานต่อเลยขอกลับวันเอาวันที่สาม ก็ประชุมข้อตกลงทั่วไปอย่างเช่น การตรงต่อเวลาอะไรทำนองนั้น แล้วก็มีแหลมขึ้นมาว่า ห้ามนอนเกินสี่ทุ่ม! ทุกคนหันควับทันที ก็รู้อยู่มาเที่ย..เอ้ย มาสัมมนาต่างจังหวัดอย่างงี้จะไปนอนเร็วกว่าสี่ทุ่มได้ไง ประเด็นนี้จึงตกไปแม้ว่าคนที่เสนอข้อตกลงนี้คือเพื่อนที่พักอยู่ที่ประจวบในหมู่บ้านใกล้ๆนี่เอง แต่ก็ไม่มีใครเอะใจ...

กิจกรรมริมทะเลของหนุ่มๆ(หล่อ) อย่างพวกผม ไม่ใช่ว่ายน้ำอย่างที่ใครๆคิดหรอก มันก็คือ การเตะฟุตบอลชายหาดต่างหาก เพราะสามารถเสียบได้โดยไม่เจ็บเหมือนสนามปูน จะเบียดกันยังไงก็ไม่เป็นไร โอว๊ สุดยอดดด ดีที่หนีบลูกบอลมากัน(ขอขอบคุณพี่...ที่ให้ซ้อนมอไซค์ ไปสูบลมลูกฟุตบอล)



ที่หาด บางปู นี้นอกจากจะมีสนามฟุตบอลแล้ว(?) ยังมีภูเขาให้ปีนอีกด้วยแน่นอน มาก็ต้องขึ้นไปสิครับไปกลับเหนื่อยสุดๆ กลับมาที่วัดก็เพลียมากๆ อาบน้ำแล้วประชุมกันนิดหน่อยผมง่วงมากก็เลยเข้านอนเร็วเป็นพิเศษ





เช้าวันที่สอง ผมตื่นมาอย่างสดชื่น 6 โมงครึ่ง เพราะนาฬิกาปลุกไม่ทำงาน ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะนั่งสองแถวเข้าตัวเมืองซึ่งมีอยู่คันเดียวและออกเวลา 6 โมงเช้ารอบเดียวเท่านั้น(จะไปรับเพื่อนน่ะครับสุดท้ายก็ให้เพื่อนหาทางมาเอาเอง...แต่ว) นอนวัดมาหนึ่งคืนไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย สบายใจๆ วันนี้ก็คุยงาน จนกระทั่ง 3 โมงเย็น โอ๊ะ มีถ้ำให้ขึ้นไปด้วยล่ะ ถ้ำพระยานคร ปีนขึ้นไปอย่างยากลำบากเพราะชันมากและก็ไกลมากไม่แพ้กัน ไปกันสี่คน ฟ้าก็เริ่มมืดลงๆ เลยรีบถ่ายๆๆแล้วรีบลงมา ต้องบอกว่าสวยมากจริงๆ ครับ เห็นแล้วลืมเหนื่อยที่ปีนขึ้นไปเลย








ช่วงหัวค่ำนั้นก็ยังไม่มีอะไร จนเพื่อนผมหยิบกล้องไปเปิดดูรูปถ้ำพระยานครที่ถ่ายมา ก็พบว่า ติดรูปหัวกะโหลกมาด้วย กดที่นี่ (ไม่อยากเอามาโชว์อ่ะเกรงใจคนไม่อยากดู) เอาแล้วไงล่ะ ทำไมตอนถ่ายถึงไม่เห็นเลยฟร่ะ เอาแล้วสิชักจะยังไงๆอยู่ แต่ก็ยังเฮฮากันอยู่นะ
วันนี้เป็นวันขึ้น 15 ค้ำ พี่ ซ.รุ่นพี่ที่สนิทกันก็เลยชวนปาตี้ฟูลมูน ประกอบกับผมกะปั่นงานที่หอบมาด้วย ข้ามคืนไม่หลับไม่นอนเพราะกลัวพลาดรถคันเดียวที่พากลับเข้าเมืองในวันพรุ่งนี้ ต้องรีบกลับไปปั่นงานต่อ แต่ก็หาสมาชิกเพิ่มได้แค่เพียง ทั่นอบ เกลอเก่า ปาตี้ฟูลมูน ก็เลยกลายเป็นปาตี้ฟูลโม้ แทนนั่งคุยกันไปเรื่อย พี่ ซ. ก็พูดขึ้นว่า เฮ้ย XEGXEF มีอะไรจะให้ดู เด็ดมากๆ ตอนตี 3 นี่แหละ ความเดิมที่ว่า พี่ ซ. และทั่นอบ เป็นฝ่ายพื้นที่จึงต้องมาเคลียร์พื้นที่ก่อนผมมาหนึ่งวัน และพวกทั่นก็ทำท่าเหมือนว่าไม่มีใครได้นอนเลย
เช่นเดียวกับก่อนภาพยนต์จะฉาย ต้องมีบทโหมโรงก่อน ตี 2.45 ลมทะเลที่พัดต่างก็หยุดหมด เสียงที่ได้ยินมีเพียงแค่ลมหายใจของเราสามคน(ที่ไม่ยอมหลับยอมนอน) ฉับพลันหมาวัดที่ไม่เคยนับได้เกินสิบก็หอนพร้อมกันราวกับมีซักห้าสิบตัว เล่นซะลั่นป่า(ช้า) รวมระยะเวลาแล้วเกือบสิบนาที โดยเฉพาะเมื่อเวลาได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้าเช่นนี้(ด้วยความกลัว) ยิ่งรู้สึกว่ามันหอนนานมากๆ
พอพวกมันทั้งหลายจบการประสานเสียง สายลมก็ส่งเสียงพัดพาดั่งเช่นปกติอีกครั้ง ออกซิเจนกลับมาท่วมปอดของผมอีกครั้ง ผมหันไปยิ้มให้พี่ ซ. พี่ ซ. หลับตาลง แล้วตอบกลับมาว่า มึงลองฟังให้ดีๆสิ ผมจึงหลับตาลองตั้งใจฟังเสียงอย่างที่พี่เขาทำบ้าง มันไม่ได้มีแค่เสียงลม!
หลายคนคงเคยลองตั้งใจฟังเสียงอะไรในระหว่างที่มีแต่เสียงรบกวน เช่น ฟังเสียงคนพูดในโรงอาหาร ฟังเพลงในงานต่างๆ ถึงแม้ว่าจะฟังไม่ชัดแต่ก็พอจะฟังออกว่ามันคืออะไร ผมเองก็เช่นกันกล้าพูดได้ว่า นี่ไม่ใช่เสียงของสิ่งมีชีวิตแน่ๆ ฟังโหยหวนและเสียวสันหลัง ขึ้นมาทันใด
เป็นเช่นนั้นประมาณพักใหญ่ๆ ลมก็เงียบหายไปอีก รวมทั้งเสียงไม่ทราบสัญชาติ(USO : unidentified sounding object) แล้วคราวนี้อาหารจานเด็ดก็มาถึง ไอ้เสียงที่ผมต้องพยายามตั้งใจฟังถึงจะได้ยินนั้น(USO) มันมาอีกครั้งคราวนี้ ลั่นป่า(ช้า) เลยครับ ผมก็ไม่กล้าพอที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย แค่รูปเดียวก็พอแล้ว ไม่ไหว จิตใจหดหู่เหลือเกินอีกสองคนยิ่งหนักกว่าผมอีก เพราะคืนนี้เป็นคืนที่สามสำหรับพวกมัน กว่าการแสดงโชว์นี้จะจบลง เล่นเอาพวกผมจิตตกไปอยู่ต่ำกว่าชั้นใต้ดินซะอีก รู้สึกว่ามันทรมานมากๆ น่ากลัวกว่าผีตกใจที่เคยเห็นเป็นร้อยเท่า(แบบโผล่มาเห็นเป็นตัวแล้วแวปหายไป)
ในที่สุดมันก็เช้าผมรีบเก็บกระเป๋า อย่างรวดเร็วไปรอรถที่จะเข้าตัวเมืองเพื่อต่อรถทัวร์กลับเข้ากรุงเทพฯอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าในการเดินทางครั้งนี้จะเล่าออกมาเป็นเรื่องผีซะเป็นหลัก ยังไงก็ขอเพิ่มเติมว่าหาดบางปูและถ้ำพระยานคร สวยมากจริงๆ ที่สำคัญปูม้าราคาถูกมากด้วย แต่อย่าอยู่เกินเวลาเคอร์ฟิวล่ะกัน( 4 ทุ่ม ถึง ตี4 จะมีกองกำลังมาขอสวนบุญตั้งแต่ตี 3 เป็นต้นไป) จบล่ะ!

ปล. วันนี้ไม่มีไอดอลเนื่องจากมันคงจะไม่เข้ากันอย่างสุดๆล่ะนะ
ปล.2 มีรูปที่ผมไม่ได้ถ่ายแล้วถ่ายติดผมด้วยล่ะหาดูนะไม่ยากหรอกเพราะไว้หนวดอยู่คนเดียว
ปล.3 รูปผีถ้าดูไม่ออกนะคับ --->> ให้สังเกตดูตรงแสงที่ส่องลงมาในถ้ำอ่ะคับ ส่วนที่สว่างๆอ่ะจะมองออกมาเป็นหัวกะโหลกหันข้างน่ะคับ

หาไม่เจอ...

ประสานเสียงนานๆเหมือนกันขอรับ
เหงื่อแตกพลั่กเลย= ="
#1 By saya chan on 2007-04-05 00:56